ชีวิตดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว! รวมหนัง Feel Good ที่ดูแล้วอิ่มเอมสุดๆ Part.2

ความสุขของคนเราสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายและเป็นที่นิยมในอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นการฟังเพลง และดูหนัง โดยเฉพาะอย่างหลังที่เราจะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายคนก็เลือกวิธีนี้เป็นหลัก บ้างก็อาจจะมีความสุขจากการดูหนังแอคชั่น บ้างก็มีความสุขจากการได้ดูหนังรัก หลากหลายแนวที่ผสมผสานกันไป ทำให้อุตสาหกรรมแห่งนี้ยังขับเคลื่อนไปได้ การสร้างความสุขจากการดูหนังแบบสุขนาฏกรรม หรือที่เราเรียกกันว่าหนัง Feel Good

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว UNLOCKMEN ได้นำเสนอพาร์ทแรกของหนังแนว Feel Good กันไป แน่นอนค่ะว่าเรามาตามสัญญา วันนี้เรามาต่อกันเลยกับพาร์ทสอง มาดูกันว่าจะมีเรื่องอะไรที่จะ make your day ได้บ้าง

Chef (2014) 

เราเคยแนะนำ Chef ไปในคอลัมน์หนังอาหารที่น่าดูไปแล้ว เชื่อว่าหลายๆ คนก็น่าจะไปตามดูกันเป็นที่เรียบร้อย แต่ถ้าใครยัง เรามาย้ำกันต่อค่ะ จากฝีมือการกำกับ Iron Man อย่าง Jon Favreau ที่นั่งแท่นกำกับ และร่วมแสดงด้วยตัวเอง เรื่องราวพูดถึงเชฟคนหนึ่งนามว่า Carl Casper (Jon Favreau) เป็นเชฟฝีมือเยี่ยมที่มีความมั่นใจในตัวเองสุดๆ จนทำให้ตัวเองต้องตกงานเชฟในภัตตาคารระดับห้าดาว แถมยังมีเรื่องกับนักวิจารณ์อาหารอีก ทำให้เขาต้องกระเสือกกระสนออกมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง แล้วร้านนั้นก็อยู่ในรูปร่างหน้าตาของ Food tuck กับเมนูง่ายๆ อย่าง Grilled Cheese ที่ทำให้เราน้ำลายส่อตลอดเวลาในการดู ไม่ใช่หนังบู๊ล้างผลาญ ไม่ใช่หนังฮีโร่ตามแบบฉบับ Jon ทว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เสนอถึงแค่การทำอาหารเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงการทำธุรกิจ ข้อคิดในการใช้ชีวิตไม่ให้ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง Chef จึงกลายเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่เหมาะกับยุคสมัยมากๆ ดูจบแล้วอิ่มสุดๆ หนังเรื่องนี้ยังร่วมแสดงด้วยนักแสดงชั้นนำอย่าง Robert Downey Jr., Scarlett Johansson และ Dustin Hoffman

Forrest Gump (1994)

จากที่เราได้โพสต์คอลัมน์หนัง Feel Good พาร์ทแรกไป ผู้อ่านก็เข้ามาโหวตเรื่อง Forrest Gump กันมากมาย แน่นอนว่าเราไม่พลาดที่จะนำเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในลิสต์ด้วย Forrest Gump เป็นสุดยอดหนังดีอีกหนึ่งเรื่องที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งทั้งในเรื่องของรายได้ และรางวัล(ได้ออสการ์มาถึง 6 รางวัล!) เรื่องราวภายในหนังพูดถึงชีวิตของชายคนหนึ่งที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะปัญญานิ่ม Forrest Gump (Tom Hank) เขาถูกเลี้ยงดูโดยแม่ที่พร่ำสอนเสมอให้มองโลกในแง่ดี และเลี้ยงดูเขาให้เหมือนกับคนปกติทั่วไป Gump จึงมองโลกในด้านดีเสมอ อะไรที่ร้ายแรงเข้ามาในชีวิตเขาก็ยังหามุมที่ดีให้กับมันได้เสมอ ชีวิตของผู้คนรอบข้าง Gump ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และไม่ว่าชีวิตของเขาจะไปอยู่ในโหมดอะไรก็สามารถผ่านพ้นมันได้อย่างดีเสมอ เป็นหนังดีที่ควรค่าแก่การรับชม เป็นหนังดีที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างพลังให้แก่เรา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน เรื่องราวของผู้คน และชีวิตของ Forrest Gump ยังคงคลาสสิค และไม่ยังทันยุคทันสมัยเสมอ

Morning Glory (2010)

 

สำหรับคนที่ชื่นชอบการดูหนังที่สอดแทรกแนวคิด และวิธีการทำงานของอาชีพต่างๆ เรื่องนี้เหมาะกับคุณแน่นอน ตอนแรกที่เห็นตัวหนังโปรยว่ามีนักแสดงรุ่นเดอะอย่าง Harrison Ford และ Diane Keaton ก็คิดไปก่อนเลยว่าเป็นหนังคนแก่แหม เชื่อไหมคะว่าหลายคนก็ไม่อยากจะดูหนังที่นักแสดงนำมีอายุเท่าไร แต่เมื่อเปิดใจและได้ดูหนังเรื่องนี้จริงๆ จังๆ คุณจะรักมันอย่างเต็มเปา เรื่องราวพูดถึงเบื้องหลังการทำงานรายการข่าวเช้า ที่มี Mike Pomeroy (Harrison Ford) และ Colleen Peck (Diane Keaton) เป็นพิธีกร โดยมีโปรดิวเซอร์สาวมือใหม่อย่าง Becky (Rachel McAdams) มาจัดแจงทุกอย่าง แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะเรตติ้งรายการมันตกลงเรื่อยๆ Becky จะต้องทำหน้าที่กอบกู้รายการนี้ขึ้นมาให้ได้      ไหนจะต้องคอยห้ามมวยระหว่างพิธีกรที่ไม่ถูกชะตากัน ไหนจะถูกมองว่าเป็นเด็กไม่มีความสามารถเท่าคนที่อยู่มานานกว่า แต่เธอก็สามารถลุยมันได้ทุกกรณี และสร้างความประทับใจดีๆ ไว้ให้เรามากมาย ใครชอบหนังแนวสายอาชีพต้องดูค่ะ  

About a Boy (2002)

คนที่ชอบดูหนัง Feel Good คงคุ้นหน้าคุ้นตาผู้ชายคนนี้เป็นอย่างดี Hugh Grant จะบอกว่าเขาเป็นเจ้าพ่อหนัง Feel Good ก็คงจะไม่ผิดนัก เรื่องราวภายในหนัง About a Boy นั้นพูดถึงชีวิตของ Will Freeman (Hugh Grant) ที่ดูสบายสุดๆ ไม่ทำงานทำการ ใช้เงินที่ได้มาจากค่าลิขสิทธิ์ของเพลงที่พ่อแต่งไปวันๆ จีบสาว บอกเลิกสาวไปเรื่อยๆ ด้วยความขี้เบื่อของตัวเอง แต่เขาก็ยังต้องการคนรู้ใจอยู่ดี จนแล้วจนรอดเขาก็ได้ไปเดทกับสาวที่มีลูกติด แน่นอนว่ามันตอบโจทย์ผู้ชายอย่างเขา เขาไม่ต้องการผู้หญิงต้องมาตามตอแย ผู้หญิงที่มีลูกแล้วต้องห่วงลูกมากกว่าติดแจกับเขา การออกเดทกับแม่หม้ายลูกติดทำให้เขาได้พบกัน Marcus Brewer (Nicholas Hoult) เด็กชายวัย 12 ขวบ ที่จะมีนิสัยแปลกๆ มีแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าหดหู่ และคิดฆ่าตัวตาย เขาต้องการคนมาช่วยดูแล และคนที่เขาเล็งไว้ก็คือ Will ความสนุกของหนังเรื่องนี้คือเรื่องของความต่างของวัย มิตรภาพระหว่างวัยที่ทำให้เราอมยิ้มได้ทั้งเรื่อง ใครที่ไม่เคยพลาดหนัง Hugh Grant เรื่องนี้ก็พลาดไม่ได้เช่นกัน 

Love Actually (2003) 

เกือบตัดทิ้งไปซะแล้วกับหนังสุดโรแมนติคเรื่องนี้ แต่เอาน่ะ ถึงอย่างไรมันก็คู่ควรที่จะอยู่ในลิสต์นี้ หนังรักที่ได้ชื่อว่าเป็นหนังรักขวัญใจมหาชน ที่ใครดูก็ต้องชอบ บ้างก็เปิดดูกันไม่ต่ำกว่าสิบรอบ หนังเล่าถึงคู่รักทั้งหมด 9 คู่ด้วยกันที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคู่รักที่ฝ่ายชายเป็นนายกรัฐมนตรี คู่รักสามเศร้า คู่รักที่พูดกันคนละภาษา และอีกมากมายให้คุณได้ตามติด ความน่าสนใจคือนักแสดงสามารถเล่นได้อย่างสมบทบาท เหมาะสมกับคาแรคเตอร์ที่เป็น รวมไปถึงการสอดแทรกเกร็ดความคิดในเรื่องของความรัก หลายคนดูแล้วอาจจะรู้สึกจุกๆ อยู่บ้างว่าทำไมมันช่างเหมือนเราขนาดนี้ หรือจะเป็นฉากเคาะประตูชูป้ายบอกความในใจก็ต่างตราตรึงใจคนดูทั่วโลก นี่อาจเป็นเสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังมีคนหยิบมาดูกันอยู่เรื่อยๆ แถมยังมีเหล่านักแสดงชั้นนำร่วมแสดงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Colin Firth,  Hugh Grant, Martine McCutcheon, Liam Neeson และอีกมากมายที่มาสร้างความสุขให้กับคุณ ใครที่ยังไม่เคยดู ต้องเร็วนะ

The Terminal (2004) 

อีกเรื่องจาก Tom Hanks ที่สร้างความประทับใจให้คนดูมาแล้วทั่วโลก และเข้าไปอยู่ในหิ้งหนังโปรดของใครหลายคน เป็นหนังที่ได้เค้าโครงมาจากเรื่องจริง เรื่องราวเล่าถึง Viktor Navorski (Tom Hanks) ชายคนหนึ่งที่เดินทางมาจากประเทศคาโคเชีย เพราะมีภารกิจบางอย่างที่ต้องมาทำ เขามาถึงสนามบินเจเอฟเคในอเมริกา แต่โชคชะตาก็ไม่ค่อยจะเข้าข้างเขาเท่าไรนัก เพราะประเทศของเขามีปัญหาเรื่องสงครามทำให้เขาไม่สามารถเข้าประเทศได้ เหมือนกับเขาไม่มีตัวตนยังไงยั้งงั้น (ฉากน้ำตาไหลคือสุดมาก ดึงพลังของเราออกมาให้อินตามแบบสุดๆ) ดังนั้นเขาจึงถูกจำกัดให้ใช้ชีวิตอยู่ในสนามบิน ไหนจะต้องนอนบนเก้าอี้แข็งๆ อาบน้ำ ใช้ชีวิตทุกอย่างอยู่ในสนามบิน ขณะที่เราดูเราก็รู้สึกเอาใจช่วยชายคนนี้อยู่เสมอจริงๆ เขาอาจจะดูเหมือนผู้ชายเฉิ่มคนหนึ่ง แต่เขาก็สามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี เขามีความคิดในแง่บวก และพลังในการมองโลกในแง่ดีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเขาก็พยายามมองมันให้ดีที่สุด และแน่นอนว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ แล้วคุณจะรู้ว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไร ต้องดูจริงๆ ค่ะ

Little Miss Sunshine (2006)   

หนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายทั้งความเป็น road movie และ coming-of-age เรื่องราวของครอบครัวที่ดูเหมือนว่าทุกคนจะเป็น loser มีพ่อที่ล้มเหลว มีปู่ที่ติดยา มีลูกชายที่ไม่ยอมพูดกับใคร มีอาที่เป็นเกย์ และมีสาวน้อยคนหนึ่งที่เธอใฝ่ฝันไว้ว่าจะต้องชนะการประกวด Little Miss Sunshine ให้ได้ เรื่องราวเริ่มขึ้นโดยมีรถตู้สีเหลืองเป็นตัวขับเคลื่อนและพาทุกคนไปยังงานประกวดเพื่อพา Olive Hoover (Abigail Breslin) ไปเข้าการประกวดสาวน้อย Little Miss Sunshine ในระหว่างทางนั้นก็เกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมายบนรถตู้สีเหลืองคันนี้ ปัญหาของครอบครัว ปัญหาของชีวิต แต่ทุกคนก็ยังร่วมหัวจมท้ายกันไปในรถตู้คันนี้ รถตู้ก็คงไปได้กับบ้านที่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นที่ๆ เรากลับมาแล้วยังเจอครอบครัวของเราอยู่ ถึงแม้จะทะเลาะกันบ้าง นิสัยแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เราก็จะพยายามประคองมันไปให้ตลอดรอดฝั่ง หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิด และความรู้สึกอิ่มเอมแบบไม่ยัดเยียดค่ะ แรกๆ ที่ดูอาจจะรู้สึกเอื่อยๆ ไปนิด แต่ถ้าคุณดูไปเรื่อยๆ รับรองว่าจะเป็นหนังโปรดอีกหนึ่งเรื่องของคุณแน่นอน 

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับพาร์ทสองของเรา หวังว่าหนังเหล่านี้จะสร้างความประทับใจให้กับทุกคนได้ รวมไปถึงสร้างความสุขให้กับคุณได้ไม่มากก็น้อยนะคะ ใครอยากให้เราเขียนหนังเกี่ยวกับอะไรสามารถแนะนำเข้ามาได้ในเพจ UNLOCKMEN ค่ะ รับรองว่าเราจะนำมาจัดลิสต์ให้คุณได้อ่าน และตามดูกันแน่นอน

Publish on unlockmen Nov 13, 2015

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s